<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Liver transplantation &#8211; สมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย</title>
	<atom:link href="https://thasl.org/tag/liver-transplantation/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://thasl.org</link>
	<description>Thai Association for the Study of the Liver (THASL)</description>
	<lastBuildDate>Wed, 28 Aug 2024 10:28:41 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.2.9</generator>

<image>
	<url>https://thasl.org/wp-content/uploads/2019/08/THASL-Logo-s.png</url>
	<title>Liver transplantation &#8211; สมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย</title>
	<link>https://thasl.org</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>Liver Transplantation-What the Physician Should Know?</title>
		<link>https://thasl.org/liver-transplantation-what-the-physician-should-know/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[adminliver]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 25 May 2020 07:46:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Liver transplantation]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thasl.org/?p=2856</guid>

					<description><![CDATA[ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์พงษ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div id="pl-2856"  class="panel-layout" ><div id="pg-2856-0"  class="panel-grid panel-no-style" ><div id="pgc-2856-0-0"  class="panel-grid-cell" ><div id="panel-2856-0-0-0" class="so-panel widget widget_text panel-first-child panel-last-child" data-index="0" >			<div class="textwidget"><p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์พงษ์ภพ อินทรประสงค์<br />
สาขาวิชาโรคทางเดินอาหารและตับ<br />
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี</p>
<p>การปลูกถ่ายตับเป็นการรักษาวิธีเดียวสำหรับผู้ป่วยโรคตับแข็งระยะสุดท้าย ภาวะตับวายเฉียบพลัน หรือมะเร็งตับที่ไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดหรือวิธีอื่นได้ ซึ่งผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายตับมีโอกาสรอดชีวิตในปีแรกถึงปีที่สามประมาณร้อยละ 80-90</p>
<p>การปลูกถ่ายตับต้องอาศัยทีมสหสาขาวิชาชีพ  ได้แก่ ศัลยแพทย์ อายุรแพทย์ทางเดินอาหาร วิสัญญีแพทย์ รังสีแพทย์ พยาธิแพทย์ ทีมพยาบาล พยาบาลประสานงาน นักโภชนาการและนักสังคมสงเคราะห์ ร่วมกันดูแล เตรียมพร้อม ผ่าตัดผู้ป่วยรวมถึงดูแลภายหลังการปลูกถ่ายตับ</p>
<p>การปลูกถ่ายตับในผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ได้รับตับมาจากผู้บริจาคอวัยวะสมองตาย แต่เนื่องจากมีผู้รอรับบริจาคตับเป็นจำนวนมากจึงเริ่มมีการปลูกถ่ายตับบางส่วนจากผู้บริจาคตับที่มีชีวิต ซึ่งมีข้อกำหนดการรับบริจาคในกรณีแบบนี้ ต้องเป็นญาติที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด เป็นคู่สมรสที่แต่งงานหรืออยู่ด้วยกันมานานกว่า 3 ปี</p>
<p>ค่าใช้จ่ายครอบคลุมโดยสิทธิของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในผู้ป่วยที่อายุไม่เกิน 18 ปี ส่วนผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 18 ปี ที่จะเข้าโครงการปลูกถ่ายตับสามารถใช้สิทธิการรักษาได้ 3 ประเภทได้แก่ สิทธิกรมบัญชีกลาง สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลพนักงานส่วนท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท) และสิทธิประกันสังคม โดยสิทธิประกันสังคมจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในกระบวนการประเมิน การผ่าตัด ยากดภูมิภายหลังการปลูกถ่ายตับ แต่ไม่รวมถึงการตรวจหรือรักษาโรคหรือความผิดปกติอื่นที่ตรวจพบในระหว่างการตรวจประเมิน ซึ่งผู้รับบริจาคตับจะต้องมีหนังสือส่งตัวจากโรงพยาบาลที่ใช้สิทธิมาใช้ในการรับรองสิทธิตรวจ</p>
<p>การประเมินผู้ป่วยเพื่อเข้าโครงการปลูกถ่ายตับนั้นมีการตรวจหลายขั้นตอน เช่น การตรวจเลือด ตรวจภาพรังสีของตับ (CT scan หรือ MRI) การตรวจการทำงานของหัวใจและปอด การประเมินสภาพจิตใจของผู้ป่วย โดยต้องตรวจร่วมกับแพทย์สหสาขา พยาบาลประสานงาน และนักสังคมสงเคราะห์ เป็นต้น ทั้งนี้การส่งผู้ป่วยเพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนการปลูกถ่ายตับมีความจำเป็น เนื่องจากสามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่รอรับตับได้ ในกรณีรอรับบริจาคจากผู้ป่วยสมองตาย ผู้ป่วยอาจต้องใช้เวลาเพื่อรอรับบริจาคอวัยวะ ซึ่งไม่สามารถคาดเดาระยะเวลาได้</p>
<p>ทั้งนี้ผู้ป่วยที่มีคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ถือเป็นข้อห้ามรับการปลูกถ่ายตับ ได้แก่</p>
<ol>
<li>อายุมากกว่า 65 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของทีมแพทย์ด้วย</li>
<li>มีสภาพร่างกายไม่เหมาะสมต่อการผ่าตัดใหญ่</li>
<li>เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องจากเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV)</li>
<li>เป็นมะเร็งตับที่มีขนาดเกินกว่า Milan criteria มะเร็งท่อน้ำดี มะเร็งตับที่แพร่กระจายมาจากที่อื่น เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่</li>
<li>ใช้สารเสพติดหรือดื่มสุราเป็นประจำ</li>
<li>ไม่มีครอบครัว ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนที่สามารถช่วยดูแลก่อนและหลังการผ่าตัด</li>
<li>มีภาวะติดเชื้อที่ควบคุมไม่ได้ เช่น วัณโรค</li>
</ol>
<p>ผู้ป่วยที่ไม่มีข้อห้ามดังกล่าวข้างต้น จึงนำมาพิจารณาเพื่อส่งต่อไปรับการพิจารณาเข้าโครงการปลูกถ่ายตับ โดยมีข้อบ่งชี้ดังนี้</p>
<ol>
<li>โรคตับแข็งระยะท้ายที่มีภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น น้ำในช่องท้อง (ascites) เลือดออกจากเส้นเลือดขอด (variceal bleeding) หรือ hepatic encephalopathy</li>
<li>ภาวะตับวายเฉียบพลัน (acute liver failure)</li>
<li>มะเร็งตับแบบปฐมภูมิ (hepatocellular carcinoma) ที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ โดยที่
<ul>
<li>มะเร็งมีก้อนเดียวและขนาดใหญ่ไม่เกิน 5 เซนติเมตร</li>
<li>มะเร็งมีไม่เกิน 3 ก้อนโดยที่แต่ละก้อนมีขนาดใหญ่ไม่เกิน 3 เซนติเมตร</li>
<li>ไม่มีการกระจายของมะเร็งไปที่หลอดเลือดขนาดใหญ่ของตับหรือกระจายออกนอกตับ</li>
</ul>
</li>
<li>ภาวะแทรกซ้อนจากโรคตับ เช่น อาการเพลียมากจนไม่สามารถทำงานได้ คันมากที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่น หรือ hepatopulmonary syndrome (HPS)</li>
</ol>
<p>การดูแลผู้ป่วยภายหลังการปลูกถ่ายตับมีความสำคัญอย่างมากต่ออัตราการรอดชีวิตของผู้รับการปลูกถ่ายตับและตับที่ได้รับการปลูกถ่าย การพบแพทย์ ตรวจค่าการทำงานของตับ ระดับของยากดภูมิเป็นประจำมีความจำเป็นและสำคัญมาก การตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะแรกๆ จะทำให้ได้รับการรักษาได้ดีหรือเร็วขึ้น ค่าการทำงานของตับที่ผิดปกตินั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ปฏิกิริยาต่อต้านตับ (acute rejection) ภาวะแทรกซ้อนของการผ่าตัด เช่น เส้นเลือดอุดตัน ท่อน้ำดีตีบหรือรั่ว ผลข้างเคียงของยา การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เป็นต้น</p>
<p>สาเหตุของการเสียชีวิตภายหลังการปลูกถ่ายตับ แบ่งออกได้เป็นสองระยะ คือ 1) ระยะแรกภายใน 1 ปีหลังการปลูกถ่ายตับ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ผู้ป่วยส่วนมากเสียชีวิต โดยมีสาเหตุที่สำคัญ ได้แก่ ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด และการติดเชื้อ 2) ระยะ 1 ปีไปแล้วหลังการปลูกถ่ายตับ ปัญหาจากการติดเชื้อจะลดลง แต่มีสาเหตุจากทั้งมะเร็งตับและมะเร็งของอวัยวะอื่น โรคหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular disease) และการกลับมาของโรคตับเดิม ในปัจจุบันการรักษาปฏิกิริยาต่อต้านตับ (acute rejection) มักได้ผลดีและไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อการทำงานของตับ</p>
<p>อีกหนึ่งปัญหาสำคัญในการดูแลผู้ป่วยหลังรับการปลูกถ่ายตับคือผลค้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยากดภูมิ ได้แก่</p>
<ul>
<li>การติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อราและไวรัส เช่น cytomegalovirus เป็นต้น</li>
<li>เมตาบอลิกซินโดรม (metabolic syndrome) เช่น ความดันสูง เบาหวาน ไขมันไนเลือดสูง อ้วน</li>
<li>ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจเพิ่มขึ้น</li>
<li>การทำงานของไตที่ลดลง</li>
<li>ความเสี่ยงต่อมะเร็งตับและมะเร็งของระบบอื่นเพิ่มขึ้น เช่น Posttransplant lymphoproliferative disorder (PTLD) เป็นต้น</li>
</ul>
<p>ทำให้ผู้ป่วยปลูกถ่ายตับต้องรับยาอื่นๆร่วมด้วยนอกเหนือจากยากดภูมิ ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยากดภูมิและมีการตรวจเลือดหาระดับยากดภูมิเป็นอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งระดับยากดภูมิอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้จากหลายปัจจัย เช่น อันตรกิริยา (drug interaction) กับยาอื่นๆ (เช่น fluconazole หรือ rifampin) หรือการทำงานของไตที่ลดลง</p>
<p><strong><u>Reference</u></strong></p>
<ol>
<li>ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย</li>
<li>ศูนย์ปลูกถ่ายอวัยวะ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล</li>
<li>Lucey MR, Terrault N, Ojo L, et al. Long-term management of the successful adult liver transplant: 2012 practice guideline by the American Association for the Study of Liver Diseases and the American Society of Transplantation. Liver Transpl. 2013 Jan;19(1):3-26. doi: 10.1002/lt.23566. PubMed PMID: 23281277.</li>
</ol>
<p>&nbsp;</p>
</div>
		</div></div></div></div><br><br>Tags: <a href="/tag/liver-transplantation/">Liver transplantation</a><br>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
