<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Nonalcoholic Fatty liver disease &#8211; สมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย</title>
	<atom:link href="https://thasl.org/tag/nonalcoholic-fatty-liver-disease/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://thasl.org</link>
	<description>Thai Association for the Study of the Liver (THASL)</description>
	<lastBuildDate>Wed, 28 Aug 2024 10:28:40 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.2.9</generator>

<image>
	<url>https://thasl.org/wp-content/uploads/2019/08/THASL-Logo-s.png</url>
	<title>Nonalcoholic Fatty liver disease &#8211; สมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย</title>
	<link>https://thasl.org</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>โภชนาการกับไขมันพอกตับ (Nutrition and fatty liver disease)</title>
		<link>https://thasl.org/%e0%b9%82%e0%b8%a0%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%9a-nutrition-and-fatty-liver-disease/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[adminliver]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 27 Apr 2021 06:49:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[For The Public]]></category>
		<category><![CDATA[NAFLD/MAFLD]]></category>
		<category><![CDATA[Nonalcoholic Fatty liver disease]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thasl.org/?p=3312</guid>

					<description><![CDATA[โดย. กันต์นธีร์  ตาคำ นักโภชนา [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div id="pl-3312"  class="panel-layout" ><div id="pg-3312-0"  class="panel-grid panel-no-style" ><div id="pgc-3312-0-0"  class="panel-grid-cell" ><div id="panel-3312-0-0-0" class="so-panel widget widget_text panel-first-child panel-last-child" data-index="0" >			<div class="textwidget"><p><b>โดย. กันต์นธีร์  ตาคำ นักโภชนาการCDT.  โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่จะกล่าวถึงภาวะโภชนาการกับไขมันพอกตับ เรามาทำความเข้าใจกันก่อนนะว่า  ภาวะไขมันพอกตับคือและสาเหตุเกิดจากอะไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาวะไขมันพอกตับคือภาวะที่มีการสะสมของไขมัน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ในเซลล์ตับ หรือก็คือการที่มีปริมาณน้ำตาลส่วนเกินที่เกิดจากการรับประทานอาหารำพวกข้าว แป้ง น้ำตาลมากเกินความต้องการ จนตับนำเอาน้ำตาลส่วนเกินที่เหลือจากการให้เป็นพลังงานประจำวันไปสร้างเป็นไขมัน  (Lipogenesis) เก็บสะสมในตับของเรา เมื่อไขมันไปพอกตับมากและเป็นเวลานาน ก็ทำให้ตับอักเสบหรือเซลล์ตับตาย จนนำไปสู่การเกิดพังผืดที่ตับจนกลายเป็นโรคตับแข็งและเสี่ยงต่อมะเร็งตับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาวะไขมันพอกตับเกิดได้ทั้งกับคนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำและไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ แต่มีความผิดปกติในระบบเผาผลาญพลังงานที่ไม่ดีจากภาวะดื้ออินซูลิน (Insulin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ในการควบคุมระดับน้ำตาลและการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย  มักพบในโรคอ้วน โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง จนทำให้ไขมันไปสะสมอยู่ที่ตับเกินกว่า 5-10% ของน้ำหนักตับ นอกจากนี้อาจจะเกิดจากผลข้างเคียงของการได้รับยาปฏิชีวนะบางประเภท ยาต้านไวรัสบางชนิด หรือกลุ่มยาสเตียรอยด์ เราจะมีวิธีการอย่างไรในการดูแลสุขภาพเพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อการเป็น ไขมันพอกตับในอนาคต </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อรู้ถึงสาเหตุของการเกิดโรคก็ต้องไปแก้ไขปัญหาจากต้นเหตุ กล่าวคือ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินหรือโรคอ้วน ควรลดน้ำหนักโดยการควบคุมอาหาร ออกกำลังกายหรือปรึกษาแพทย์  เพื่อให้น้ำหนักอยู่ในภาวะปกติมากที่สุด (คำนวณแบบง่าย ผู้ชาย = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) – 100 = น้ำหนักปกติ, ผู้หญิง น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) –  110 = น้ำหนักปกติ )  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พฤติกรรมการบริโภคอาหารในกลุ่มเสี่ยงได้แก่ ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรต และอาหารที่มีไขมันมากเกินไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปริมาณของคาร์โบไฮเดรตที่ควรบริโภคไม่ควรเกินร้อยละ 65 ของพลังงานจากสารอาหารทั้งหมดในหนึ่งวัน  การคุมอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงเราสามารถศึกษาจากค่าดัชนีน้ำตาล Glycemic index (GI) ในอาหารชนิดนั้นๆ การรับประทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง สามารถทำให้อ้วนได้ง่าย เนื่องจากระดับน้ำตาลในกระแสเลือดขึ้นเร็วเกินไป ตับอ่อนหลั่งฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ น้ำตาลในกระแสเลือดล้นเปลี่ยนไปสะสมเป็นไขมัน แล้วค่าดัชนีน้ำตาลคืออะไร</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดัชนีน้ำตาลคือ หน่วยวัดผลของการย่อยคาร์โบไฮเดรตเป็นน้ำตาลกลูโคส  กลูโคสจะถูกดูดซึมเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตอย่างรวดเร็ว มีผลต่อการขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือดได้เร็วเพียง 2-3 ชั่วโมง หลังการบริโภคอาหารชนิดนั้นเข้าไป  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงๆ เช่น ไอศกรีม ข้าวเหนียว ข้าวเจ้าขาวขัดสี ผลิตภัณฑ์ขนมเบเกอรี่ น้ำอัดลม  น้ำหวานและขนมหวานต่างๆ ผลไม้เชื่อม ตากแห้ง หัวเผือก ฟักทอง จะมีค่าดัชนีน้ำตาลอยู่ราว ๆ 70-80 % </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาหารจำพวกข้าวกล้อง ผักกินใบ ผลหรือหัว เช่นหัวไชเท้า แครอท ดอกกะหล่ำ มะเขือ หัวหอมใหญ่ คะน้ากวางตุ้ง และผลไม้ ต่างๆ  จะมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำกว่า 60 %  เนื่องจากอาหารจำพวกนี้มีใยอาหารสูง การย่อยและการดูดซึมคาร์โบไฮเดรตให้กลายเป็นน้ำตาลกลูโคสในเลือดจึงเป็นไปอย่างช้า ๆและเราก็จะได้รับพลังงานส่วนเกินน้อยลงและทำให้เราอิ่มนาน  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากสารอาหารที่เราเรียกว่าคาร์โบไฮเดรตแล้วก็ยังมีสารอาหารโปรตีน และไขมัน ซึ่งมีอยู่ในอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ต่าง ๆ นม ไข่ และผลิตภัณฑ์จาก น้ำมัน เนยสด เนยมาการีน ชีส ที่ให้พลังงานสูง ถ้าเรารับประทานอาหารจำพวนนี้มากเกินไปก็ทำให้เกิดภาวะน้ำหนักตัวเกินหรือ อ้วนได้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาหารในกลุ่มไขมันก็ไม่ควรบริโภคเกินร้อยละ 35 ของพลังงานทั้งหมด ควรเลือกรับประทานเป็นอาหารไขมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวได้แก่ น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะกอก น้ำมันข้าวโพด น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน ส่วนกลุ่มที่มีกรดไขมันอิ่มตัว และโคเลสเตอรอลสูง ที่ควรหลีกเลี่ยงซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพเลยก็ได้แก่ น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว น้ำมันและไขมันจากสัตว์ เครื่องในสัตว์ หนังสัตว์  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ส่วนสารอาหารโปรตีนควรมาจากแหล่งโปรตีนชนิดดีที่มีปริมาณไขมันต่ำ เช่น เนื้อปลา อกไก่ ไข่ขาว เนื้อหมู เนื้อวัว ไม่ติดหนังและมัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เท่านี้เราก็สามารถที่จะดูแลสุขภาพจากอาหารการกินดังคำที่ว่า  “You are what you eat” คุณกินอะไรเข้าไปก็เป็นอย่างนั้น  รวมทั้งควรหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ  คุณก็จะได้ปลอดภัยจากโรคไขมันพอกตับได้</span></p>
</div>
		</div></div></div></div><br><br>Tags: <a href="/tag/nonalcoholic-fatty-liver-disease/">Nonalcoholic Fatty liver disease</a><br>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>NAFLD and Liver Transplantation</title>
		<link>https://thasl.org/nafld-and-liver-transplantation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[adminliver]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Mar 2021 05:52:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[For The Public]]></category>
		<category><![CDATA[NAFLD/MAFLD]]></category>
		<category><![CDATA[Nonalcoholic Fatty liver disease]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://thasl.org/?p=3243</guid>

					<description><![CDATA[ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์พงษ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div id="pl-3243"  class="panel-layout" ><div id="pg-3243-0"  class="panel-grid panel-no-style" ><div id="pgc-3243-0-0"  class="panel-grid-cell" ><div id="panel-3243-0-0-0" class="so-panel widget widget_text panel-first-child panel-last-child" data-index="0" >			<div class="textwidget"><p><span style="font-weight: 400;">ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์พงษ์ภพ อินทรประสงค์<br />
</span><span style="font-weight: 400;">สาขาวิชาโรคทางเดินอาหารและตับ<br />
</span><span style="font-weight: 400;">คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โรคตับคั่งไขมันหรือไขมันสะสมที่ตับ </span><span style="font-weight: 400;">(Nonalcoholic fatty liver disease) </span><span style="font-weight: 400;">เป็นโรคตับที่พบได้บ่อยที่สุด โดยพบมากกว่าไวรัสตับอักเสบบีหรือไวรัสตับอักเสบซี และภาวะตับอักเสบจากแอลกอฮอล์ โรคตับคั่งไขมันมักพบในคนที่น้ำหนักเกินหรือมีภาวะอ้วน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โดยผู้ป่วยที่มีการอักเสบของตับและเกิดพังผืด</span><span style="font-weight: 400;">(Fibrosis) </span><span style="font-weight: 400;">จะมีอัตราการเสียชีวิตมากกว่าผู้ป่วยที่ไม่มีหรือมีน้อยกว่า โดยสาเหตุอันดับต้น ๆ ของการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคตับคั่งไขมัน ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็งของอวัยวะอื่นนอกจากตับ และโรคที่มีความสัมพันธ์กับความผิดปกติของตับอื่นๆ ตามลำดับ(1)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การปลูกถ่ายตับเป็นวิธีการรักษาเพียงหนึ่งเดียวสำหรับผู้ป่วยโรคตับแข็งระยะสุดท้าย ภาวะตับวายเฉียบพลัน หรือมะเร็งตับที่ไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดหรือวิธีอื่นได้ ซึ่งผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายตับมีโอกาสรอดชีวิตในปีแรกถึงปีที่สามประมาณร้อยละ </span><span style="font-weight: 400;">80</span><span style="font-weight: 400;">&#8211;</span><span style="font-weight: 400;">90</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัจจุบันในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา และประเทศในทวีปยุโรป พบว่า สัดส่วนของผู้ป่วยโรคตับคั่งไขมันที่รอเข้าการปลูกถ่ายตับหรือผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายตับไปแล้วมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ส่วนในประเทศไทยจากข้อมูลของสมาคมปลูกถ่ายอวัยวะแห่งประเทศไทยพบว่า โรคตับคั่งไขมันเป็นสาเหตุร้อยละ </span><span style="font-weight: 400;">7.9  </span><span style="font-weight: 400;">ของผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายตับระหว่างปี พ.ศ. </span><span style="font-weight: 400;">2559-2562(2)  </span><span style="font-weight: 400;">ซึ่งคาดการณ์ว่าในอนาคตจะมีอัตราของโรคตับคั่งไขมันที่เพิ่มสูงขึ้นอีกเนื่องจาก ยาต้านไวรัสตับอักเสบซีที่ได้ผลดีมาก จำนวนผู้ป่วยตับคั่งไขมันเพิ่มขึ้น การสืบค้นหาผู้ป่วยและการวินิจฉัยโรคคับคั่งไขมันที่ล่าช้า นอกจากนี้ยังขาดวิธีการรักษาโรคตับคั่งไขมันที่สามารถทำได้ง่ายและได้ผลดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้ป่วยกลุ่มที่ควรได้รับการพิจรณาปลูกถ่ายตับได้แก่ ผู้ป่วยตับคั่งไขมันที่เกิดภาวะตับแข็งระยะสุดท้าย เช่น มีภาวะท้องมาน </span><span style="font-weight: 400;">(ascites) </span><span style="font-weight: 400;"> เลือดออกจากหลอดเลือดโป่งพองในทางเดินอาหาร</span><span style="font-weight: 400;"> (variceal bleeding) </span><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">hepatic encephalopathy </span><span style="font-weight: 400;">มะเร็งตับแบบปฐมภูมิ (</span><span style="font-weight: 400;">hepatocellular carcinoma</span><span style="font-weight: 400;">) ที่ไม่สามารถผ่าตัดได้และมีขนาดหรือจำนวนก้อนของมะเร็งไม่เกิน </span><span style="font-weight: 400;">Milan Criteria </span><span style="font-weight: 400;">และไม่มีข้อห้ามในการปลูกถ่ายตับตามที่เคยกล่าวไว้ในบทความก่อนหน้านี้แล้ว  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้ป่วยตับแข็งระยะสุดท้ายจากตับคั่งไขมันส่วนมากมีอายุมากกว่าผู้ป่วยโรคตับระยะสุดท้ายจากสาเหตุอื่น ซึ่งอาจเกิดจากอัตราการเกิดของพังผืดในตับที่ช้ากว่าโรคตับชนิดอื่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้แล้วยังพบว่าในผู้ป่วยโรคนี้จะมีสัดส่วนผู้ป่วยที่มีโรคอ้วน</span><span style="font-weight: 400;"> (morbid obesity) </span><span style="font-weight: 400;">ที่มากกว่า โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า</span><span style="font-weight: 400;"> 40 kg/m</span><span style="font-weight: 400;">2 </span><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">จากการศึกษาพบว่ามีภาวะแทรกซ้อนของการผ่าตัดปลูกถ่ายตับที่สูงขึ้นและอัตราการรอดชีวิตภายหลังการปลูกถ่ายตับที่ต่ำกว่าผู้ป่วยโรคตับคั่งไขมันที่มีดัชนีมวลกายอยู่ในเกณฑ์ปกติคน ทั้งนี้ในผู้ป่วยตับแข็งระยะสุดท้ายจากโรคตับคั่งไขมันจะมีการทำงานของไตที่ผิดปกติพบได้มากกว่าผู้ป่วยโรคตับระยะสุดท้ายจากสาเหตุอื่น เนื่องจากภาวะตับคั่งไขมันมักพบร่วมกับโรคเบาหวาน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อัตราการรอดชีวิตระยะยาวภายหลังการปลูกถ่ายตับของผู้ป่วยตับแข็งระยะสุดท้ายจากโรคตับคั่งไขมันเทียบได้ใกล้เคียงกับการปลูกถ่ายตับจากสาเหตุอื่นๆ แต่พบภาวะแทรกซ้อน เช่น เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดได้สูงกว่า เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะมีอายุมากและมีโรคอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เบาหวานและโรคอ้วน ภายหลังได้การปลูกถ่ายตับไปแล้วโรคเมตาบอลิกซินโดรม </span><span style="font-weight: 400;">(Metabolic syndrome) </span><span style="font-weight: 400;">เหล่านี้จะยังคงอยู่ต่อไป ประกอบกับการต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เช่น   สเตียรอยด์ ยากลุ่ม </span><span style="font-weight: 400;">Calcineurin inhibitor </span><span style="font-weight: 400;">และน้ำหนักที่มักเพิ่มขึ้น ทั้งนี้พบการกลับมาของโรคตับคั่งไขมันภายหลังได้รับการปลูกถ่ายตับไปแล้ว </span><span style="font-weight: 400;">1-5 </span><span style="font-weight: 400;">ปี ได้ประมาณร้อยละ </span><span style="font-weight: 400;">30-60 (3)</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>Reference</strong></p>
<ol>
<li><span style="font-weight: 400;">Kim D, Kim WR, Kim HJ, Therneau TM. Association between noninvasive fibrosis markers and mortality among adults with nonalcoholic fatty liver disease in the United States. Hepatology. 2013;57(4):1357-65.</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">สมาคมปลูกถ่ายอวัยวะแห่งประเทศไทย</span><span style="font-weight: 400;">. </span><span style="font-weight: 400;">รายงานข้อมูลการปลูกถ่ายอวัยวะประจำปี พ.ศ. 2562</span><span style="font-weight: 400;">. 2562.</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">Pais R, Barritt ASt, Calmus Y, Scatton O, Runge T, Lebray P, et al. NAFLD and liver transplantation: Current burden and expected challenges. J Hepatol. 2016;65(6):1245-57.</span></li>
</ol>
<p>&nbsp;</p>
</div>
		</div></div></div></div><br><br>Tags: <a href="/tag/nonalcoholic-fatty-liver-disease/">Nonalcoholic Fatty liver disease</a><br>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
